In บทความ, วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์
ปรับความคิดแบบข้ามภพเพื่อความสงบของชีวิต

“ทำไมหนูจึงไร้คู่ครองคะ , เหตุใดชีวิตคู่หนูจึงไม่ยืดยาวเลยแต่งงานอยู่กินกับสามีมา 3 คน แล้วมีอันต้องเลิกร้างกันทุกราย, ทำไมลูกมิได้ดั่งใจผมเลย ทั้งที่เลี้ยงดูและส่งเรียนหนังสือโรงเรียนดังทั้งนั้นแต่ก็ไม่เป็นดังที่หวังไว้ , ผมอุตส่าห์ส่งเธอเรียนหนังสือจนเรียนจบปริญญาตรีหวังว่าจะได้แต่งงานกัน แต่ก็ไม่เป็นดังหวังไว้ เป็นเวรกรรมแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ผมกลุ้มใจที่สุดครับ” นั่นเป็นตัวอย่างของคำพร่ำบ่นที่ใช่เพียงแต่ผู้เขียนจะพบจากการให้การปรึกษาอยู่เป็นประจำเท่านั้น แต่เชื่อว่าผู้อ่านก็คงเคยได้ยินกันมาแล้วในชีวิตประจำวันเช่นกัน

เมื่อท่านให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ท่านกำลังช่วยตัวท่านเอง

ากจะต้องตอบคำถามเหล่านั้นแบบรวมๆ ก็สามารถตอบได้ด้วยกลุ่มของความรู้ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จิตวิทยาครอบครัว การสื่อสารและการจัดการ ก็เพราะว่าเขาเหล่านั้นอาจรับมืออย่างไร้ประสิทธิภาพนั่นเอง เช่น คู่สมรสที่สื่อสารกันแต่ในทางลบ เต็มไปด้วยการเหน็บแนมและเย้ยหยัน กระทั่งใช้น้ำเสียงและท่าทีเชิงวางอำนาจเหนือกัน เมื่อทำสิ่งดีๆมิได้รับการชื่นชมและให้คุณค่า แต่เมื่อไหร่พลาดท่าแล้วหละก็กระหน่ำซ้ำเติมกันจนหาที่ยืนในครอบครัวและสังคมไม่ได้เลย บางคู่รุนแรงจนถึงขั้นทำร้ายกัน อย่างนี้ไม่พังก็ให้รู้ไปครับ

แน่นอนครับ หากต้องการให้ชีวิตรักส่วนตัวครอบครัวและการงานหรืออื่นๆให้ราบรื่น เราควรเป็นมนุษย์มืออาชีพ นั่นคือควรศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผลลัพท์ที่ต้องการในชีวิต เช่นหากต้องการเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่งและดี ก็ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงลูก หรือหากอยากมีชีวิตสมรสที่ราบรื่นก็ควรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการครองคู่ หรือหากอยากเป็นคนที่มีคนรักคนชอบและมีเสน่ห์มาก ก็ควรศึกษาหาความรู้ว่าด้วยวิธีการบริหารเสน่ห์และการสร้างมนุษยสัมพันธ์เป็นต้น นั่นคือมีชีวิตอยู่อย่างผู้รู้และใช้ความรู้ในการรับมือ

แต่! กระนั้นก็ตาม ผู้เขียนเองพบอยู่เป็นประจำทั้งในชีวิตส่วนตัวและการรับมือกับการช่วยเหลือการให้การปรึกษาด้านสุขภาพจิต ซึ่งพบว่า หลายครั้งเราก็ทำตามหลักความรู้อย่างดีแล้วแต่ผลออกมาไม่เป็นไปตามคาดหวังและนั่นแหละที่เรายิ่งเครียด เช่น ทีมแพทย์ก็รักษาคนไข้อย่างเต็มที่แล้ว แต่ทำไมคนไข้จึงเสียชีวิตอยู่ดี เอ้า! ก็เพราะนั่นก็คือความรู้อีกทฤษฏีหนึ่งไง คือมนุษย์ทุกคนต้องตายและความจริงที่ว่า ในโลกนี้มีตัวแปรต่างๆที่เราควบคุมไม่ได้ด้วยตัวเราเองมามาย แต่ทว่าถูกควบคุมด้วยกฏแห่งจักรวาลหรือชะตาชีวิตที่แต่ละคนได้ออกแบบมาแต่อดีตนั่นเอง

อดีตในที่นี้ผู้เขียนหมายถึงอดีตชาติครับ มิใช่อดีตเมื่อวันเดือนปีที่ผ่านมา จะเชื่อไหมครับว่า อดีตชาติและการเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่จริง การที่เราพบใครหรือเกิดอะไรขึ้นในชีวิตก็มิใช่ความบังเอิญแต่ล้วนเคยพบและเคยเกิดขึ้นในอดีตชาติมาแล้วทั้งสิ้น หากทฤฏีทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าการกระทำเท่ากับผลของการกระทำ (action=reaction) เป็นจริง แล้วเหตุใดเราจึงไม่ค่อยยอมรับกันว่า กรรมและผลแห่งกรรมมีอยู่จริงหละครับ ทั้งกรรมที่สร้างขึ้นในปัจจุบันและสร้างมาแต่ชาติปางก่อนไง

พระพุทธเจ้าได้อธิบายว่าการเกิดของมนุษย์ประกอบด้วยสามปัจจัยคือ 1)บิดามารดาอยู่ร่วมกัน 2)มารดาอยู่ในวัยมีระดู 3)มีวิญญาณมาเกิด ข้อหนึ่งและข้อสองนั้นวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้าถึงและพิสูจน์ไดว่าเป็นจริงตามนั้น แต่ข้อสามนี่สิที่เข้าไม่ถึง แต่กระนั้นก็ตามนักอภิปรัชญาและจิตแพทย์กลุ่มหนึงก็ได้พยายามศึกษา และเก็บข้อมูลกันอย่างเป็นระบบด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กระทั่งใช้เป็นวิธีการรักษาอีกอย่างหนึ่งในผู้ป่วยจิตเวช นั่นคืออดีตชาติบำบัดด้วยวิธีการสะกดจิต (hypnosis therapy) ซึ่งพบว่าส่งผลดีต่อการรักษาผู้ป่วย

ปรับความคิดแบบข้ามภพเพื่อความสงบของชีวิต

ดั งเช่นที่นายแพทย์โจ แอล แอล วิตตัน (Joel L.Whitton) จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโตประเทศแคนาดา ได้รักษาคนไข้ด้วยวิธีการสะกดจิตบำบัดเพื่อย้อนดูอดีตชาติของคนไข้ และพบปรากฏการณ์มากมายที่คนไข้เล่าให้ฟังขณะที่อยู่ในภวังค์เช่น “ขณะที่จิตวิญญาณได้เผชิญหน้ากับความผิดแต่หนหลังในดินแดนระหว่างภพนั้น จิตวิญญาณได้รับรู้ว่าการจะต้องเผชิญกับการปรับกรรมส่วนใหญ่ได้นั้น ก็เฉพาะเมื่อจิตกลับมาสู่ชีวิตในกายสังขารเท่านั้น และมาเผชิญหน้ากับผู้ที่ตนจะต้องแก้กรรมหรือชดใช้กรรมด้วยอีกครั้ง “ กระทั่งยังมีคำพูดจากผู้ที่อยู่ในภวังค์อีกว่า “เมื่อท่านให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ท่านกำลังช่วยตัวท่านเอง” เป็นต้น อนึ่งผู้อ่านทุกท่านสามารถศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างลึกซึ้งได้จากหนังสือชื่อ ชีวิตระหว่างภพ ของ ดร.วิตตัน ชึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดย คุณอรทัย เจริญชาติ และจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน

ใช่เพียงเท่านั้น ยังมีผลการศึกษาของดร.ไบรอัน แอล ไวส์(Brian L. Weiss) จิตแพทย์จากประเทศสหรัฐอเมริกาอีกมากมาย ที่ยืนยันเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่ต้องมาเวียนว่าตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า ดังเช่น คนไข้ของเขาสองคน ชื่ออลิซาเบธและเปโดรซึ่งต่างก็ไม่รู้จักกันมาก่อน ที่มารักษาด้วยวิธีสะกดจิตกับหมอไวส์ และหมอพบว่าในอดีตชาติทั้งสองคนเคยเป็นพ่อลูกกันมาก่อน แต่ชาติปัจจุบันเขากลับมาเกิดเป็นคู่รักและแต่งงานกันในที่สุด ซึ่งเป็นที่มาแห่งการเขียนหนังสือเรื่อง เราจะข้ามเวลามาพบกัน (only love is real) ของหมอไวส์

ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณมณฑานี สันติสุข พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์ เป็นต้น และนับวันผลการศึกษาทำนองนี้ก็มีเพิ่มขึ้นอีกมากมายในโลกยุคปัจจุบัน

หลายท่านอาจถามว่าแล้วความรู้เช่นนี้จะเกิดประโยชน์อะไรกับเราหละ ขอยืนยันว่าเกิดผลดีต่อชีวิตอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเราศึกษาจนเข้าใจอย่างแท้จริงและลึกซึ้งแล้ว จะเป็นวิธีการปรับมุมมอง (re-frame) ที่ข้ามระบบความคิดความเชื่อและทัศนคติแบบเดิมๆกระทั่งเป็นการขยายความรู้และโลกทัศน์ให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการการปรับความคิดและพฤติกรรมให้เราทำใจยอมรับกับสถานการณ์ต่างๆในชีวิตด้วยจิตที่สงบยิ่งขึ้น และมุ่งหน้าทำหน้าที่ของชีวิตในภพปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะนี้เป็นทั้งการสร้างเหตุดีและการจัดสมดุลต่อการกระทำในอดีตชาติที่เคยสร้างไว้แล้วนั่นเอง

ผู้เขียนเองเคยแนะนำวิธีการปรับมุมมองแนวอภิปรัชญาทำนองนี้กับผู้ที่มาปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตหลายราย ทั้งปัญหาชีวิตรัก มีบุตรยาก มากเมีย เลียเจ้านาย เพื่อนหน่าย เจ้านายเกลียด เครียดเพราะสามีตบ คบชู้ ฯล พบว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้เขาปรับความคิด(cognitive therapy)ส่งผลต่อการปรับตัวและอยู่กับปัญหาเดิมๆได้ ด้วยจิตที่เมตตากรุณาต่อทั้งตนเองและผู้อื่น สร้างความสงบสุขทางจิตใจได้เป็นอย่างดี

วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์

นักส่งเสริมสุขภาพจิตและนักพัฒนาคุณภาพมนุษย์แบบสหศาสตร์ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพมนุษย์ Wuttipong Academy Bangkok และกรรมการบริหารมูลนิธิสงเคราะห์ผู้ป่วยจิตเวชโรงพยาลสวนปรุง

Recommended Posts